เกาะลังกาวี

ประกอบ ไปด้วยหมู่เกาะ 99 เกาะจากเดิม 104 เกาะ มีพื้นที่ 470 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในทะเลอันดามันใกล้ฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียตะวันตกขึ้นกับรัฐเกอดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย ห่างจากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูลของประเทศไทยเพียง 4 กิโลเมตร และ 43 กิโลเมตร จากเกาะหลีเป๊ะ “เกาะลังกาวี” ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นอุทยานธรณีของโลกจากยูเนสโก เนื่องจากเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเล

แลนด์มาร์คลังกาวี



กาวี หรือ “นกอินทรีสีน้ำตาลแดง” อัญมณีแห่งเกอดะฮ์ “ลัง” ย่อมาจากคำว่า “ฮลัง” (helang) ที่แปลว่า “นกอินทรี และ กาวี แปลว่า สีน้ำตาลแดง หากสังเกตให้ดีที่ตัวรูปปั้นเราจะพบว่า นกตัวนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สู่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม ในขณะที่นกอินทรีของดินแดนมุสลิมอื่นๆ จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของพื้นที่นั้นๆ

ในปี 1987 มหาธีร์รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวาระแรก สิ่งที่เขาลงมือคือการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกาะลังกาวี และประกาศให้ลังกาวีเป็นเขตปลอดภาษี (Duty Free Zone) จากนั้นการสร้างเกาะให้เป็นเมืองก็เริ่มต้นขึ้น

จากนั้น มหาธีร์ก็เล่นใหญ่ ด้วยการใช้ตำนาน “นางเลือดขาว” เพื่อดึงดูดความสนใจผู้คนให้เดินทางมายังเกาะชายแดนที่มีชายหาดสวยงาม ป่าดิบและป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ น้ำตกและพรรณไม้นานา รวมถึงภูเขาเก่าแก่โบราณแห่งนี้

จากนั้นสร้างท่าเรือกัวห์ (Kuah Jetty) ที่รับเรือโดยสารจากทั้งปีนัง ปะลิส และสตูล ตามด้วยท่าอากาศยานนานาชาติลังกาวี ที่เชื่อมเกาะกับเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย

ในอดีต “เกาะลังกาวี” มีตำนานเรื่องราวของ “พระนางมัสสุหรี” สาวไทยชาว จ.ภูเก็ต ที่แต่งงานกับ “พระอนุชาขององค์สุลต่านแห่งลังกาวี” แต่โดนใส่ร้ายจนต้องโทษประหารชีวิต ก่อนสิ้นพระชนม์พระนางได้กล่าวออกมาว่า “หากไม่มีความผิดขอให้โลหิตเป็นสีขาว” อีกทั้งยังสาปให้ลังกาวีไร้ความสงบสุขและความเจริญไป 7 ชั่วคน”

คณะกรรมการพัฒนาเกาะลังกาวี อาศัยตำนานโบราณนี้ สร้างแคมเปญตามหาทายาทของพระนางมะห์สุหรีอ้างว่าพบเชื้อสายของมะห์สุหรีเป็นทายาทรุ่นที่ 7 คือ คุณศิรินทรา ยายี โดยนายกฯ มหาธีร์ ในขณะนั้น ได้เดินทางมารับตัวคุณศิรินทราด้วยตัวเอง และเชิญไปทำพิธีถอนคำสาปของมะห์สุหรีถึงเกาะลังกาวี ซึ่งสื่อทั้งไทยและมาเลเซียประโคมทั้งโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์เป็นข่าวใหญ่ในราวปี 1999 จนทำให้สายตาและความสนใจของคนไทย มาเลเซีย รวมถึงสิงคโปร์และอินโดนีเซียเดินทางมาเที่ยวชมเกาะแห่งตำนานแห่งนี้

แผนการพัฒนาเกาะลังกาวีของมหาธีร์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนถึงปี 2015 เกาะลังกาวีกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมาเลเซีย มีนักท่องเที่ยวเข้ามายังเกาะแห่งนี้มากกว่า 3.6 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้เข้าเกาะมากถึง 21 พันล้านริงกิต (ราว 18,000 ล้านบาท) โดยมีที่พักโรงแรมมากถึง 9,000 หน่วย เป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาวกว่า 40% โดยเล็งเป้าหมายนักท่องเที่ยวมุสลิมระดับกลางขึ้นไปที่ต้องการความสงบ สะอาด เป็นระเบียบในบรรยากาศหาดทรายและชายทะเลที่อัศจรรย์ จากทั้งในประเทศมาเลเซียและตะวันออกกลาง ถือได้ว่าแผนของมหาธีร์สำเร็จและพลิกเกาะลังกาวีให้กลายเป็นเมืองที่เจริญแล้วได้ในชั่วคนเดียว

การท่องเที่ยวในลังกาวีนั้น หากเป็นนักท่องเที่ยว (รวมทั้งคนไทย) ส่วนใหญ่จะมีอยู่คร่าวๆ 2 แบบ คือ เที่ยวเมือง และเที่ยวเกาะ โดยทางการมาเลเซียมีการจัดการแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมให้กระจายอยู่โดยรอบ เกาะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาให้นานที่สุด คนท้องถิ่นก็ไม่ต้องย้ายไปกระจุกตัวรวมกัน ซึ่งถือเป็นกุศโลบายที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการยกระดับลังกาวีให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างแท้จริง

การเดินทางไปเกาะลังกาวีสามารถเลือกเส้นทางได้ตามความ ถนัดของแต่ละคน โดยเส้นทางที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมใช้กันคือ การเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือตำมะลัง จ.สตูล มีบริการวันละ 1 เที่ยว ค่าโดยสารต่อเที่ยวผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 400 บาท ตั๋วไป-กลับ ผู้ใหญ่ 1,000 บาท เด็ก 800 บาท โดยตารางเดินเรือจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ

 (ระยะเวลาเดินเรือ 1ชม.15 นาที (ตามสภาพอากาศ)



สถานที่เที่ยวที่น่าสนใจในเกาะลังกาวี